เมื่อได้รับ ใบรับรองการสอบเทียบ (Calibration Certificate) คำถามแรกที่หลายคนมักถามคือ
“เครื่องมือนี้ผ่านไหม?”
หลายคนอาจมองหาคำว่า PASS / FAIL บนใบรับรอง แต่ในความเป็นจริง การสอบเทียบมีหน้าที่หลักในการให้ ข้อมูลเกี่ยวกับผลการวัดของเครื่องมือ ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือทุกเครื่องที่ผ่านกระบวนการสอบเทียบจะได้รับคำตัดสินว่า “ผ่าน” โดยอัตโนมัติ
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่า ผลสอบเทียบบอกอะไร และต้องนำค่าใดไปใช้พิจารณา

การสอบเทียบให้ข้อมูลอะไรกับเรา?
โดยหลักแล้ว การสอบเทียบเป็นการเปรียบเทียบค่าที่ได้จากเครื่องมือวัดกับค่าจากมาตรฐานอ้างอิงภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้ทราบความสัมพันธ์ของค่าการวัด
ผลที่รายงานจึงอาจประกอบด้วยข้อมูล เช่น
ค่าที่เครื่องมือแสดง (Indication)
คือค่าที่อ่านได้จากเครื่องมือที่นำมาสอบเทียบ
ค่าอ้างอิง (Reference Value)
คือค่าที่ได้จากมาตรฐานอ้างอิงที่ใช้ในการสอบเทียบ
ค่าคลาดเคลื่อน (Error)
แสดงความแตกต่างระหว่างค่าที่เครื่องมือแสดงกับค่าอ้างอิงตามวิธีการคำนวณที่กำหนด
ความไม่แน่นอนของการวัด (Measurement Uncertainty)
เป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณาความน่าเชื่อถือและขอบเขตของผลการวัด
NIST อธิบายว่าการสอบกลับได้ทางมาตรวิทยาต้องมีสายโซ่การสอบเทียบที่ต่อเนื่องและมีการนำความไม่แน่นอนของการวัดเข้ามาเกี่ยวข้องในแต่ละขั้นของสายโซ่ดังกล่าว
ตัวอย่างง่าย ๆ
สมมติว่าเรานำเครื่องมือไปตรวจสอบที่จุด 100.0 °C
ผลในใบรับรองสมมติเป็นดังนี้:
รายการ
ผล
ค่าอ้างอิง
เครื่องมือแสดง
Error
Expanded Uncertainty
100.0 องศา
100.5 องศา
+ 0.5 องศา
0.2 องศา
จากข้อมูลนี้ เราทราบว่าเครื่องมือมีพฤติกรรมอย่างไร ณ จุดที่สอบเทียบ
แต่ยังมีคำถามสำคัญอีกข้อคือ
+0.5 °C ถือว่า “ผ่าน” หรือไม่?
คำตอบคือ ยังตัดสินไม่ได้จนกว่าจะทราบเกณฑ์การยอมรับของงานนั้น
เกณฑ์การยอมรับ (Acceptance Criteria) สำคัญอย่างไร?
เครื่องมือชนิดเดียวกันสามารถนำไปใช้กับงานที่ต้องการความแม่นยำแตกต่างกันได้
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเครื่องมือมี Error เท่ากับ +0.5 °C
หากกระบวนการหนึ่งกำหนดเกณฑ์ไว้ ±1.0 °C ผลดังกล่าวอาจอยู่ภายในเกณฑ์
แต่หากอีกกระบวนการกำหนดไว้ ±0.3 °C ผลเดียวกันก็อาจไม่เป็นไปตามเกณฑ์นั้น
เพราะฉะนั้น การถามเพียงว่า
“Error เท่าไร?”
อาจยังไม่เพียงพอ ต้องถามต่อว่า
“เกณฑ์การยอมรับของเครื่องมือนี้คือเท่าไร?”
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเครื่องมือที่มีผลสอบเทียบเหมือนกัน อาจเหมาะกับงานหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับอีกงานหนึ่ง
NIST ก็เน้นว่าการสอบกลับได้เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่า Measurement Result จะเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เพราะความเหมาะสมยังขึ้นอยู่กับความต้องการของงานและความไม่แน่นอนของการวัดด้วย

แล้ว Measurement Uncertainty ต้องดูด้วยหรือไม่?
ควรดูค่ะ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือดูเฉพาะ Error แล้วตัดสินทันทีว่าเครื่องมือผ่านหรือไม่ผ่าน โดยไม่ได้พิจารณาความไม่แน่นอนของการวัดหรือวิธีการตัดสินความสอดคล้องที่องค์กรกำหนดไว้
ความไม่แน่นอนช่วยอธิบายขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับผลการวัด และเป็นองค์ประกอบสำคัญของการรายงานผลสอบเทียบ NIST ระบุว่างานสอบเทียบของ NIST รายงานค่าการวัดพร้อมความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับวิธี ผู้ปฏิบัติงาน และสภาวะแวดล้อมของการวัด
ดังนั้น ไม่ควรใช้สูตรง่าย ๆ ว่า
Error อยู่ใน Tolerance = ผ่านเสมอ
โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าองค์กรกำหนดวิธีพิจารณาความไม่แน่นอนและ Decision Rule ไว้อย่างไร
Decision Rule คืออะไร?
ในกรณีที่มีการร้องขอ Statement of Conformity หรือการระบุว่าผลเป็นไปตาม/ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด การตัดสินจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ว่าความไม่แน่นอนของการวัดจะถูกนำมาพิจารณาอย่างไร
นี่คือแนวคิดของ Decision Rule
จึงไม่ควรตีความว่าการมีตัวเลข Error เพียงค่าเดียวสามารถใช้ตัดสิน PASS/FAIL ได้เหมือนกันในทุกกรณี เพราะวิธีการตัดสินต้องสัมพันธ์กับข้อกำหนดและกฎการตัดสินที่ใช้
ISO/IEC 17025:2017 เป็นมาตรฐานสากลสำหรับห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ โดยกำหนดข้อกำหนดด้านความสามารถ ความเป็นกลาง และการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอของห้องปฏิบัติการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผลการทดสอบและสอบเทียบ
ใครควรกำหนดเกณฑ์การยอมรับ?
โดยทั่วไป เกณฑ์ควรสัมพันธ์กับ วัตถุประสงค์ในการนำเครื่องมือไปใช้งาน และข้อกำหนดที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม
แหล่งที่มาของเกณฑ์อาจมาจากข้อกำหนดของกระบวนการ ข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ คู่มือหรือ Specification ของผู้ผลิต มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ข้อกำหนดของลูกค้า หรือข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น
จึงไม่ควรกำหนด Tolerance ของเครื่องมือขึ้นมาเพียงเพื่อให้ผลสอบเทียบ “ผ่าน”
เกณฑ์ควรถูกกำหนดจาก ความต้องการด้านการวัดจริงของกระบวนการ
ถ้าเครื่องมือไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ต้องทำอย่างไร?
ไม่จำเป็นต้องสรุปทันทีว่าเครื่องมือนั้น “เสีย”
ควรพิจารณาว่าเครื่องมือยังเหมาะกับงานเดิมหรือไม่ จำเป็นต้องปรับหรือซ่อมหรือไม่ สามารถเปลี่ยนไปใช้กับงานที่มีข้อกำหนดต่างออกไปได้หรือไม่ และที่สำคัญควรประเมินผลกระทบต่อผลการวัดหรือผลิตภัณฑ์ที่เครื่องมือนั้นเคยถูกนำไปใช้ตามระบบคุณภาพขององค์กร
หากมีการ Adjustment เครื่องมือ ก็ควรแยกความหมายออกจาก Calibration เพราะการปรับเครื่องและการสอบเทียบเป็นคนละกิจกรรม ซึ่งเชื่อมโยงกับบทความแรกของเราได้พอดีค่ะ
5 จุดที่ควรดูเมื่อได้รับ Calibration Certificate
- ข้อมูลเครื่องมือ — ชื่อเครื่องมือ ยี่ห้อ รุ่น Serial Number หรือรหัสเครื่องมือต้องตรงกับเครื่องที่ส่งสอบเทียบ
- จุดและช่วงที่สอบเทียบ — ครอบคลุมช่วงที่องค์กรนำไปใช้งานจริงหรือไม่
- ผลการสอบเทียบ — ดู Reference Value, Indication และ Error ตามรูปแบบที่ใบรับรองรายงาน
- Measurement Uncertainty — ตรวจสอบค่าความไม่แน่นอนที่รายงานร่วมกับผล
- เกณฑ์และ Statement of Conformity (ถ้ามี) — ตรวจสอบว่าใช้เกณฑ์อะไรและมีการระบุ Decision Rule อย่างไร
สรุป
การสอบเทียบ ≠ การรับรองว่าเครื่องมือ “ผ่าน” โดยอัตโนมัติ
การสอบเทียบให้ข้อมูลเพื่อช่วยให้องค์กรทราบว่าเครื่องมือแสดงค่าอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานอ้างอิง และผลดังกล่าวมีความไม่แน่นอนเท่าใด
ส่วนการตัดสินว่าเครื่องมือ เหมาะสมกับการใช้งานหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับเกณฑ์การยอมรับ ความต้องการของกระบวนการ และกฎการตัดสินที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดที่อยากให้ลูกค้าจำจากบทความนี้คือ:
“ใบรับรองการสอบเทียบให้ข้อมูล — ส่วนการตัดสินใจต้องอาศัยเกณฑ์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน”
NIST ระบุไว้อย่างชัดเจนในหลักการเรื่อง Metrological Traceability ว่าการสอบกลับได้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าผลการวัดจะเหมาะกับวัตถุประสงค์โดยอัตโนมัติ
แหล่งอ้างอิง
ISO — ISO/IEC 17025:2017 — มาตรฐานสากลสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ
NIST — Metrological Traceability — ข้อมูลเรื่องการสอบกลับได้และความเหมาะสมต่อการใช้งาน
NIST — Calibration Policies — ข้อมูลเรื่องผลสอบเทียบและ Measurement Uncertainty


