ต้องสอบเทียบเครื่องมือวัดทุก 1 ปีจริงหรือ? กำหนด Calibration Interval อย่างไร

สอบเทียบทุก 1 ปี

เมื่อพูดถึงการสอบเทียบเครื่องมือวัด หลายองค์กรคุ้นเคยกับการกำหนดรอบสอบเทียบ ปีละ 1 ครั้ง จนอาจเกิดความเข้าใจว่าเครื่องมือวัดทุกชนิดจำเป็นต้องสอบเทียบทุก 1 ปี

แต่ในความเป็นจริง ไม่มีช่วงเวลาสอบเทียบเดียวที่เหมาะสมกับเครื่องมือวัดทุกชนิด

NIST ระบุว่า โดยทั่วไปไม่ได้กำหนดหรือแนะนำช่วงเวลาสอบเทียบซ้ำที่ตายตัวสำหรับเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือมาตรฐานการวัดทุกประเภท เนื่องจากช่วงเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความต้องการด้านความถูกต้อง ความเสถียรของเครื่องมือ สภาพแวดล้อม รวมถึงข้อกำหนดตามสัญญาหรือกฎหมาย

สอบเทียบทุก 1 ปี

Calibration Interval คืออะไร?

Calibration Interval หรือ ช่วงเวลาการสอบเทียบ คือช่วงเวลาที่กำหนดระหว่างการสอบเทียบครั้งหนึ่งกับการสอบเทียบครั้งถัดไป

ตัวอย่างเช่น เครื่องมือที่สอบเทียบวันที่ 1 มกราคม และองค์กรกำหนดช่วงเวลาสอบเทียบไว้ 12 เดือน ก็จะวางแผนสอบเทียบครั้งถัดไปประมาณเดือนมกราคมของปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม การกำหนด 6 เดือน 12 เดือน หรือ 24 เดือน ไม่ควรเลือกจากความเคยชินเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความเสี่ยงและข้อมูลของเครื่องมือนั้นประกอบด้วย

ILAC G24:2022 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้ห้องปฏิบัติการและหน่วยงานที่ใช้เครื่องมือวัดสามารถ กำหนดและทบทวนช่วงเวลาการสอบเทียบ ภายใต้โปรแกรมการสอบเทียบของตนเองได้อย่างเหมาะสม

แล้วทำไมหลายแห่งจึงกำหนดไว้ 1 ปี?

การกำหนด 1 ปี เป็นรอบสอบเทียบสามารถเป็นจุดเริ่มต้นหรือช่วงเวลาที่องค์กรเลือกใช้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า 1 ปีเป็นกฎสากลสำหรับเครื่องมือทุกเครื่อง

เครื่องมือบางประเภทอาจมีความเสถียรสูงและมีประวัติผลการสอบเทียบที่ดี ขณะที่เครื่องมืออีกเครื่องหนึ่งอาจถูกใช้งานหนัก อยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง หรือมีความสำคัญสูงต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ดังนั้นแม้เป็นเครื่องมือชนิดเดียวกัน รอบสอบเทียบที่เหมาะสมก็อาจแตกต่างกันได้

NIST เองอธิบายว่าปัจจัยอย่าง ความต้องการด้านความถูกต้อง ความเสถียรของเครื่องมือ และสภาพแวดล้อม ล้วนมีผลต่อการพิจารณาช่วงเวลาสอบเทียบ

การกำหนดรอบสอบเทียบ

6 ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการกำหนดรอบสอบเทียบ

1. ลักษณะและความถี่ในการใช้งาน

เครื่องมือที่ถูกใช้งานทุกวันอาจมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงของคุณลักษณะทางมาตรวิทยาแตกต่างจากเครื่องมือที่ใช้งานเพียงเป็นครั้งคราว ดังนั้นควรพิจารณารูปแบบการใช้งานจริงร่วมด้วย

2. ความสำคัญของเครื่องมือต่อกระบวนการ

หากผลการวัดของเครื่องมือมีผลโดยตรงต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัย หรือการตัดสินใจที่สำคัญ ความเสี่ยงจากการที่เครื่องมือให้ค่าคลาดเคลื่อนย่อมสูงขึ้น

3. ประวัติผลการสอบเทียบที่ผ่านมา

ข้อมูลจากการสอบเทียบหลายครั้งมีประโยชน์อย่างมาก หากผลย้อนหลังแสดงว่าเครื่องมือมีความเสถียรอย่างต่อเนื่อง องค์กรสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการทบทวนช่วงเวลาได้ ในทางกลับกัน หากพบแนวโน้มค่าคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้น ก็ควรพิจารณาความเหมาะสมของรอบเดิม

NIST แนะนำให้วิเคราะห์ข้อมูลตามเวลาเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมระยะสั้นและระยะยาวของเครื่องมือ และนำมาใช้ประกอบการกำหนดหรือปรับปรุงช่วงเวลาสอบเทียบ

4. สภาพแวดล้อมในการใช้งาน

อุณหภูมิ ความชื้น การสั่นสะเทือน การเคลื่อนย้าย หรือสภาพแวดล้อมอื่น ๆ อาจส่งผลต่อความเสถียรของเครื่องมือได้ จึงควรนำสภาพการใช้งานจริงมาพิจารณา

5. ข้อกำหนดของผู้ผลิต มาตรฐาน หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ควรตรวจสอบคู่มือผู้ผลิต ข้อกำหนดของลูกค้า สัญญา กฎหมาย ตลอดจนมาตรฐานหรือวิธีปฏิบัติที่องค์กรใช้งาน หากมีการกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน ก็ต้องนำข้อกำหนดนั้นมาพิจารณาด้วย

6. ความเสถียรของเครื่องมือ

เครื่องมือแต่ละชนิดและแต่ละเครื่องมีความเสถียรไม่เท่ากัน การติดตามข้อมูลผลสอบเทียบย้อนหลังจึงช่วยให้เห็นว่าเครื่องมือมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงตามเวลาหรือไม่

สามารถยืดรอบสอบเทียบจาก 1 ปีเป็น 2 ปีได้เลยหรือไม่?

ไม่ควรเปลี่ยนเพียงเพราะต้องการลดจำนวนครั้งในการสอบเทียบ

หากองค์กรต้องการเปลี่ยนช่วงเวลาจาก 12 เดือนเป็น 18 หรือ 24 เดือน ควรมีข้อมูลสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น ประวัติผลการสอบเทียบ ความเสถียรของเครื่องมือ ความถี่และลักษณะการใช้งาน ความสำคัญต่อกระบวนการ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ILAC G24:2022 เน้นการกำหนดและ ทบทวน ช่วงเวลาสอบเทียบ ซึ่งสะท้อนว่ารอบสอบเทียบไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลขที่กำหนดครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดไป แต่ควรได้รับการประเมินจากข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน

ถ้าผลสอบเทียบครั้งล่าสุด “ผ่าน” แปลว่ายืดรอบได้หรือไม่?

ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้จากผลเพียงครั้งเดียว

ผลการสอบเทียบครั้งหนึ่งเป็นข้อมูลสำคัญ แต่การกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมควรมอง แนวโน้มของข้อมูลหลายครั้ง ประกอบกับความเสี่ยงและการใช้งานจริง

ตัวอย่างเช่น หากเครื่องมือมีผลการสอบเทียบย้อนหลังหลายรอบที่มีความเสถียร อยู่ในสภาพแวดล้อมควบคุม และไม่ได้ใช้งานหนัก ข้อมูลเหล่านี้อาจนำมาประกอบการทบทวนรอบสอบเทียบได้

ในทางกลับกัน หากค่าที่ตรวจพบมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง หรือเครื่องมือถูกใช้งานในกระบวนการสำคัญ การลดช่วงเวลาระหว่างการสอบเทียบอาจเหมาะสมกว่า

ISO/IEC 17025 เกี่ยวข้องอย่างไร?

ISO/IEC 17025:2017 เป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดข้อกำหนดด้าน ความสามารถ ความเป็นกลาง และการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผลการทดสอบและสอบเทียบ

ส่วนแนวทางที่เจาะจงเรื่องการพิจารณาช่วงเวลาสอบเทียบ สามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก ILAC G24:2022 – Guidelines for the determination of recalibration intervals of measuring equipment

สรุป: เครื่องมือวัดต้องสอบเทียบทุก 1 ปีหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเป็น 1 ปีสำหรับเครื่องมือทุกชนิด

สิ่งสำคัญกว่าการกำหนดตัวเลขว่า “ต้อง 1 ปี” คือองค์กรสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดจึงเลือกรอบสอบเทียบนั้น และมีข้อมูลหรือข้อกำหนดอะไรสนับสนุน

ดังนั้นช่วงเวลาการสอบเทียบควรได้รับการกำหนดและทบทวนอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากการใช้งาน ความสำคัญของเครื่องมือ ประวัติผลการสอบเทียบ ความเสถียร สภาพแวดล้อม และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

การบริหารรอบสอบเทียบที่เหมาะสมช่วยให้องค์กรสร้างความเชื่อมั่นในผลการวัด พร้อมบริหารความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการดูแลเครื่องมืออย่างสมเหตุสมผล

แหล่งอ้างอิงสำหรับแสดงท้ายบทความ

ILAC G24:2022 — Guidelines for the determination of recalibration intervals of measuring equipment
ILAC Guidance Documents (G Series)

NIST — Recommended Calibration Interval — อธิบายปัจจัยสำหรับพิจารณาช่วงเวลาการสอบเทียบ
NIST: Recommended Calibration Interval

ISO/IEC 17025:2017 — General requirements for the competence of testing and calibration laboratories
ISO: ISO/IEC 17025:2017

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *